ผมเคยพูดถึงกรณีความเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคปัจจุบันมาหลายต่อหลายครั้งในรอบสองสามปีที่ผ่านมา โดยแนวคิดกว้างๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบันส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้บริโภค
การคาดการณ์การทำการตลาดในอนาคตโดยอิงจากข้อมูลสถิติในอดีตจะทำให้นักการตลาดเดินเกมส์ผิดพลาดและทำให้พลาดการลงทุนทางการตลาดที่คุ้มค่าไปอย่างน่าเสียดาย กว่าจะรู้ตัวว่าสาย ก็ต้องมามองเห็นตัวเองกำลังบู๊กับคู่แข่งในทะเลแดงอย่างดุเดือด พร้อมเทงบประมาณเพื่อแย่งชิงความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมากมาย
เทียบไม่ได้เลยกับกลุ่มนักการตลาดที่ปรับตัวเร็ว ฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ก่อนคู่แข่ง ผลพลอยได้คือต้นทุนที่น้อยกว่า การแข่งขันที่ต่ำกว่า และได้รับ attention จากผู้บริโภคที่สูงกว่าเสมอมาในประวัติศาสตร์การตลาดบนโลกออนไลน์
ยกตัวอย่างสิบห้าปีที่แล้ว (ปี 1996) ช่วงเวลาที่ผมยังเป็นเฟรชชี่ปี 1 ที่เพิ่งเริ่มหัดเขียนเว็บไซต์งูๆ ปลาๆ อีเมล์เป็นเครื่องมือธุรกิจชิ้นแรกๆ บนโลกอินเทอร์เนต แต่ในยุคนั้นแทบจะนับจำนวนธุรกิจที่มีการใช้งานอีเมล์เป็นเครื่องมือสื่อสารน้อยมาก เวลาผ่านไป 5 ปีในปี 2001 การใช้งานอีเมล์กระจายไปในวงกว้าง แทบทุกธุรกิจจำเป็นจะต้องมีอีเมล์เอาไว้ใช้งานติดต่อสื่อสาร
Website
สิบปีที่แล้ว (ปี 2001) ผมเองเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ ช่วงเวลาฟองสบู่ดอทคอมเพิ่งแตกใหม่ๆ ในสหรัฐอเมริกา อินเทอร์เนตเริ่มได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรงไปทั่วโลก นักการตลาดในยุคนั้นมีใครสนใจการสร้างเว็บไซต์บ้าง..? แต่เมื่อผ่านไป 5 ปีในปี 2006 กลับกลายเป็นว่าทุกๆ ธุรกิจจำเป็นจะต้องมีเว็บไซต์ไปเสียแล้ว
Video Sharing
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ปี 2006) Google ซื้อกิจการ YouTube และเริ่มผลักดันสื่อสื่อรูปแบบใหม่นั่นคือวิดีโอแชริ่ง (Video Sharing) ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ bandwidth อินเทอร์เนตมีความพร้อมในการรองรับการบริโภคข้อมูลปริมาณมากอย่างไฟล์วิดีโอ (อ่านเพิ่มที่หัวข้อ “มรดก bandwidth จากยุคดอทคอม”) ทำให้การเจริญเติบโตของสื่อวิดีโอพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนในปัจจุบันกลายเป็นประเภทสื่ออินเทอร์เนตที่บริโภค bandwidth มากที่สุดไปแล้ว (ดูภาพที่ 1) มองในมุมการตลาด
นักการตลาดปล่อยให้เวลาผ่านไป 4 ปี แล้วเพิ่งนิยมนำ video sharing มาใช้เป็นเครื่องมือการตลาดกันเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมานี้นี่เอง

ภาพที่ 1 - ปี 2010 วิดีโอเป็นสื่อที่บริโภค bandwidth สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา แซงหน้าเว็บไซต์และ peer-to-peer ภายในระยะเวลาประมาณ 4 ปี (ตั้งแต่ 2006)
มรดก bandwidth จากยุคดอทคอม
ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงฟองสบู่ดอทคอมช่วงปี 1995-2000 อาจจะมีโอกาสได้พบข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือในช่วงที่ดอทคอมกำลังเฟื่องฟูนั้นนักวิเคราะห์ทั้งหลายได้ฟันธงว่าปริมาณการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เนตจะเพิ่มสูงขึ้น และบริการต่างๆ บนอินเทอร์เนตจะมีการบริโภค bandwidth เพิ่มอย่างมหาศาล (ในระดับ exponential)
ด้วยบทวิเคราะห์ดังกล่าวและแนวโน้มการเติบโตแบบบ้าคลั่งของธุรกิจดอทคอม ทำให้สหรัฐอเมริกามีการลงทุนสาธารณูปโภคหลักบนโลกอินเทอร์เนตอย่างเครือข่ายใยแก้วนำแสงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีติดต่อกัน จนทำให้อเมริกามีความพร้อมด้านเครือข่ายใยแก้วนำแสงในประเทศแซงหน้าความต้องการใช้งานจริงไปร่วมๆ สิบปี

และแล้วในที่สุดช่วงเมษายนปี 2000 ฟองสบู่ดอทคอมก็แตกออก ตลาดหุ้น NASDAQ ร่วงถล่มทลาย บริษัทออนไลน์ที่เคยคาดหมายว่าจะมีอนาคตไกลต่างพาเหรดกันเจ๊งเป็นขบวนอย่างที่เราทราบกันดี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้หายไปนั่นก็คือเครือข่ายใยแก้วนำแสงขนาดยักษ์ที่โยงโยทั่วอเมริกาที่นอนรอโลกออนไลน์ยุคใหม่อยู่เงียบๆ มาหนึ่งทศวรรษ
อาจกล่าวได้ว่าเครือข่ายใยแก้วนำแสงที่เหลืออยู่หลังการล่มสลายของธุรกิจดอทคอมนั้นเป็นข้อดีเพียงข้อเดียวของการล่มสลายของดอทคอมเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่ทำให้การเจริญเติบโตของสื่อออนไลน์ยุคนี้พุ่งเร็วราวก้าวกระโดด และผู้บริโภคสามารถสัมผัสนวัตกรรมออนไลน์รูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จาก bandwidth ขนาดใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ/สตรีมมิ่ง/VoIP/เรียลไทม์) ที่แท้จริงแล้วเป็นซากถนนแห่งความรุ่งเรืองของก้าวย่างที่ผิดพลาดในโลกเทคโนโลยีเมื่อทศวรรษที่แล้วนั่นเอง
Mobile Apps
เมื่อ 4 ปีที่แล้ว (ปี 2007) แอปเปิ้ลเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับยุคไมโบล์อินเทอร์เนตด้วย iPhone คนส่วนใหญ่ตื่นเต้นกับนวัตกรรมบนโทรศัพท์มือถือ และทำให้ iPhone ก้าวกระโดดเป็นโทรศัพท์ที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุดในโลกในชั่วเวลาแค่ข้ามคืน แต่เราต้องรอจนเวลาผ่านไป 4 ปีจนกระทั่งปี 2010 นักการตลาดจึงเริ่มลงทุนกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ smartphone กันอย่างจริงจัง
Social Media
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (เดือนสิงหาคมปี 2008) Facebook มีสมาชิกเกิน 100 ล้านคน เวลาผ่านไป 2 ปีในปี 2010 นักการตลาดจึงเริ่มมีการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียอย่างเต็มรูปแบบ ในเวลานั้นจำนวนสมาชิกของ Facebook วิ่งทะลุ 400 ล้านคนหรือ 4 เท่าตัวจากปี 2008 ในขณะที่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำการตลาด เมื่อสมาชิกของ Facebook วิ่งทะลุ 800 ล้านคนหรือ 8 เท่าตัวจากปี 2008..!! มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าในปี 2012 สมาชิก Facebook น่าจะวิ่งผ่านหลัก 1,000 ล้านคนได้โดยไม่ยากนัก

ภาพที่ 2 - การเจริญเติบโตอย่างน่าทึ่งของ Facebook ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทะลุ 1,000 ล้านคนในปี 2012
What’s Next..? Mobile Web

ภาพที่ 3 - การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ตั้งแต่คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ tablet ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ smartphone เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม
เมื่อเดือนที่ผ่านมานี้ (พฤษภาคมปี 2011) Adobe Inc สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศยกเลิกการพัฒนา Flash Player บนอุปกรณ์ smartphone และประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนที่จะผลักดัน HTML5 เป็นมาตรฐานหลักในการพัฒนาเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ เป็นภาพที่ชัดเจนที่สุดที่จะบอกถึงจุดเปลี่ยนเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่เคยรุ่งเรืองอยู่บนพีซี กำลังจะย้ายไปอยู่บนอุปกรณ์พกพาโดยมี HTML5 เป็นเทคโนโลยีหลัก
แต่ทุกวันนี้นักการตลาดส่วนใหญ่ยังคงนิยมเว็บไซต์ที่พัฒนาด้วย Flash ธุรกิจน้อยมากที่จะหันมาสนใจ HTML5 และ Mobile Web คำถามก็คือ เราจะต้องรออีกกี่ปีกว่าที่นักการตลาดจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี Mobile Web และเริ่มเปลี่ยนทัศนคติในการลงทุนจากการพัฒนาเว็บไซต์ Flash แบบในอดีตมาใส่ใจกับการพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์พกพา
ดูจากแนวโน้มการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีที่ผ่านมารวมถึงช่วงเวลาดีเลย์ที่นักการตลาดจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสื่อใหม่ มีแนวโน้มว่านักการตลาดจะเรียนรู้และปรับตัวได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จากมากกว่า 5 ปีในยุคอีเมล์ ลดลงมาเหลือประมาณ 2 ปีในยุคโซเชียลมีเดีย
ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 2 ปี (ปลายปี 2013) ที่นักการตลาดจะตระหนักถึงความสำคัญของ Mobile Web และจะมีการลงทุนในการพัฒนา Mobile Web อย่างมหาศาล

ภาพที่ 4 - ข้อมูลจาก Tomi T Ahonen เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของสื่อต่างๆ จากอดีตถึงปัจจุบัน
ภายในปี 2013 มีการประมาณการกันว่าจะมีประชากรโลกกว่า 3,000 ล้านคนที่เข้าอินเทอร์เนตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (ดูภาพที่ 4 เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของยุคอินเทอร์เนตที่เราคิดว่าเป็นการเจริญเติบโตของสื่อที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แล้วเทียบกับการเจริญเติบโตของ Mobile แล้วก็จะต้องตกใจว่าเดสทอปอินเทอร์เนตกำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว) แล้วคุณจะรอเวลาอีก 2 ปี เพื่อจะไปบู๊กับคู่แข่งในทะเลแดง หรือจะลองเริ่มสนใจ Mobile Web และกอบโกยลูกค้าเสียตั้งแต่วันนี้ที่คู่แข่งของคุณยังไม่ได้เริ่มแม้กระทั่งก้าวแรก..?
ปิดท้าย
ในฉบับหน้าตอนที่ 2 ผมจะนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ User Generated Content ที่เป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านอิทธิพลของสื่อจากผู้ผลิตสื่อในอดีตไปอยู่กับผู้บริโภคในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงที่เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 3 ปีที่ผ่านมานี้จะทำให้โลกของสื่อในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
แล้วพบกันครับ..
No related posts.

moblie web อาจจะยังไม่ใช้คำตอบของคนไทยรึเปล่าค่ะ เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่เล่นมือถือเนี่ยะ เป็นกลุ่มของคนในเมือง ? หรือคิดเห็นยังไงกับการปรับมาใช้ในประเทศหรอค่ะ?